โปสเตอร์ป๊ะกั๋นยามแลงครั้งล่าสุด ครั้งที ๒๙

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สรุปป๊ะกั๋นยามแลงครั้งที่ ๒๒ เมื่อกระเป๋าฉีกจะทำอย่างไร











หนึ่งทุ่มตรง วันที่ ๒๐ เสาร์ที่สามของเดือนมิถุนายน
ผู้ร่วมนำเสวนา คุณพจน์ เพียรจริง ตัวแทนภาคสถาบันการเงิน
คุณชาญ อุทริยะ จากชุมชนบ้านสามขา อำเภอ แม่ทะ
คุณนิตยา ช่างสกุล ตัวแทนชาวบ้านและแม่ค้าในตลาด
ผู้ดำเนินการเสวนา นายสมชาย พงศ์จิระเวโรจน์

*1.เศรษฐกิจไทยในภาพรวมล้วนมีผลกระทบในทุกๆด้านไปจนถึงตัวเราเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในสถานการณ์ คนตกงาน ทำงานเงินเดือนน้อย ควรทำอย่างไร? ทางออกมีหลายวิธี ภาคประชาชนชาวบ้านทั่วไป อาจใช้วิธีกู้ยืม ซึ่งอัตราดอกเบี้ยอาจถึงร้อยละ 10-20(กู้นอกระบบ) ตามความต้องการหรือความเดือดร้อนมาก-น้อยเท่าไร? หรือการขอกู้ยืมเงินสินเชื่อจะทำได้อย่างไร ภาคประชาชนหรือชาวบ้านอาจใช้วิธีเปิดบัญชีกระแสรายวัน ส่วนผู้ที่ทำงานมีเงินเดือนประจำอาจทำเรื่องเปิดใช้บัตรเครดิต
ในอดีตวงเงินอนุมัติการเปิดใช้บัตรเครดิตอยู่ที่ 7,000 บาท แต่ในปัจจุบันได้มีการขยายวงเงินการอนุมัติเปิดใช้บัตรเครดิตที่ 15,000 บาท เพียงแต่ทุกคนอาจลืมคิดไป ประชาชน 1 คน อาจมีบัตรเครดิตไว้หลายใบหากมีคุณสมบัติและทำถูกต้องตามกฎการขออนุมัติการใช้บัตรเครดิต ซึ่งถือเป็นสิ่งขาดการควบคุมอย่างเคร่งครัดกลายเป็นผลเสียและเป็น
เหตุให้ลืมตน ใช้เงินเกินความจำเป็นของตนทำให้ปัญหาตามมาภายหลัง ผู้ที่มีวินัยด้านการเงินดีจะสามารถแก้ไขให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำไปได้ ในการกู้ยืมเงินธนาคาร เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ถึงจุดสูงสุด ธนาคารจำเป็นต้องทำตามกฎเกณฑ์ ซึ่งในฐานะตัวแทนภาคสถาบันการเงิน มีความกังวลและเตือนว่านี่อาจเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และอาจก่อให้เกิดข้อผิดพลาด ซึ่งในหลายคนอาจคิดว่าเพราะขั้นตอนทางกฎหมายนั้นช้ามาก ซึ่งนั่นเป็นอดีต แต่ในปัจจุบันมีขั้นตอนทางกฎหมายที่รวดเร็วขึ้น อย่าได้นิ่งนอนใจ
การทำสัญญาข้อตกลงการจัดส่งเงินธนาคาร หากมีการจัดส่งเงินเกินตามข้อตกลงถือเป็นสิ่งดีทั้ง 2 ฝ่ายแต่หากส่งชำระเงินต่ำกว่าสัญญาข้อตกลงหรือกระทำการล่าช้าผิดจากสัญญาอาจทำให้มีผลตามข้อกฎหมายในทันที และอาจโดนปรับถึงร้อยละ 15
1. การค้ำประกัน มีข้อแนะนำการค้ำประกันสำหรับบุคคลผู้ต้องค้ำประกันควรค้ำประกันเป็นบางส่วน หรือเฉพาะส่วนที่สามารถรับผิดชอบได้ ไม่ว่าจะเป็นการค้ำประกันสิ่งใดก็ตาม โดยสามารถกระทำได้ ณ เวลานั้น พยายามค้ำให้เป็นวงเงินเฉพาะ เวลาทำสัญญาควรพิจารณาให้ถี่ถ้วน แม้แต่ธนาคารบางแห่งเช่นกัน ซึ่งอาจตกลงกันและร่างทำสัญญาในกระดาษเปล่า ซึ่งอาจเกิดผิดพลาดเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลังเนื่องจากมิได้พิมพ์เป็นรูปแบบเอกสารที่แท้จริง ตัวอย่างเช่น ญาติท่านกู้เงิน 100,000บาท ท่านอาจค้ำในวงเงิน 100,00บาทเท่านั้น
2. การผ่อนชำระบัตรเครดิต เช่นเดียวกันหลังจากได้เกิดการผ่อนชำระเสร็จสิ้นไปถึงร้อยละ 30-50 ควรเจรจาต่อรองกับธนาคาร การใช้วิธีประนีประนอมจะส่งผลดีและเป็นที่พอใจกับทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งหากท่านเจรจากับธนาคาร โดยทั่วไปธนาคารมักจะยินยอม เนื่องด้วยหนี้บัตรเครดิตมีความเสี่ยงสูงต่อการหมดอายุความ เพราะมีอายุความเพียง 2 ปี
ข้อดีของยุคภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ฝึกให้เรารู้จักพอเพียง หรือทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตน เช่น ใช้พื้นที่ว่างภายในที่พักอาศัยปลูกผัก หรือทำอะไรที่แก้ปัญหาด้วยตนเอง มิใช่หวังพึ่งน้ำบ่อหน้า เช่น ธนาคารหรือรัฐบาล

*2. สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปัจจุบัน สภาพโดยรวมควรมุ่งเน้นลดอัตราการบริโภค จากการวิจัยในปี๒๕๓๙ ปัญหาหนี้สินมาจากการอุปโภค-บริโภคเกินความจำเป็น การแก้ไขปัญหาไม่ควรเอาเงินเป็นที่ตั้งสำหรับการแก้ปัญหา ถือเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง การแก้ปัญหาโดยนำเรื่องเงินเป็นที่ตั้งอาจนำมาซึ่งปัญหาอื่นได้ในภายหลัง อาทิเช่น ครอบครัวขาดความอบอุ่น ทำให้เกิดเป็นปัญหาสังคมตามมาอย่างมิได้ตั้งใจ การแก้ไขปัญหาสภาวะวิกฤติ ทำได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้คือ
1. การลดรายจ่าย (ซึ่งเท่ากับเพิ่มรายได้) ในระดับบุคคล,ครอบครัว,ชุมชน
2. ด้านชุมชนควรใช้วิธีรวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหา หรือรวมตัวกันเพื่อสร้างมาตรการรองรับเรื่องค่าใช้จ่ายภายในชุมชน
การหาทางแก้ไขปัญหาและทางออก ในบางครั้งอาจสวนกระแสกับกระแสหลักโดยส่วนใหญ่ เป็นการแก้ปัญหาโดยลดรายจ่ายตนเอง ลดสิ่งฟุ่มเฟือยของตนรวมไปจนถึงของสมาชิกในครอบครัว สามารถสรุปแนวทางดังนี้
1. มีความพอเพียง
2. ควรมีการกินอยู่ตามที่มีอยู่จริง ใช้เท่าที่มีอยู่ หากมีความจำเป็นอย่างเลี่ยงมิได้ จึงค่อยใช้จ่ายทรัพย์บางอย่าง การใช้จ่ายทรัพย์เกินความจำเป็นทำให้เรานิสัยเสีย
เคยตัวกับความสบาย ใช้จ่ายเงินเกินตัว
สำหรับชุมชน ก่อนทำสิ่งใด ควรหาข้อมูล และนำมาประยุกต์ใช้กับตนเอง ทั้งควรรู้จักการจัดทำบัญชีการเงินเพื่อสำรวจรายรับ-รายจ่าย ของตนเอง ในทุกๆบาท ทุกๆด้าน รวมไปถึงการจัดระบบการนำเงินออกใช้ส่วนตัวด้วย ในทุกๆครั้ง ควรเน้นการมีส่วนร่วม-มีวินัยในตนเองซึ่งสามารถเรียนรู้ได้จากสังคมทั้งภายในและภายนอก เช่น การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ของบ้านสามขา อ.แม่ทะ
ใช้ชุมชนเป็นหลัก ช่วยกันออมเพื่อจัดทำเป็นเงินกู้ภายในชุมชนโดยไม่ต้องพึ่งแหล่งเงินทุนอื่นๆจากภายนอก ควรดูรายรับของตนเอง แล้วประเมินเพื่อพิจารณาว่าจะจ่ายอย่างไร ไม่บริโภคตามกระแส ตามค่านิยม เพื่อผ่านพ้นวิกฤติทางการเงิน จำเป็นต้อง “กำหนดมาตรฐานตนเอง” ซึ่งหากมีความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหา ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลก

*3. กล่าวถึงการค้าขายภายในตลาดปัจจุบัน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ การจับจ่ายใช้สอยในตลาด ไม่ค่อยพบเห็นกลุ่มเยาวชน (วัยรุ่น)มาเดินตลาดสด สังคมปัจจุบันมีความเจริญเติบโต การเลือกที่จะบริโภคมีมากขึ้น ทำให้เกิดการปลูกฝังค่านิยมด้านการบริโภคที่ผิดเพี้ยนไปอาทิ ค่านิยมการบริโภคอาหารฟ้าดฟูด ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเกินตัว ความจริงผู้ปกครองควรรู้จักปลูกฝังในการบริโภค การจับจ่ายในสถานที่ใกล้ตัว เช่น ตลาดสด แทนการจับจ่ายและการบริโภคอาหารฟ้าดฟูดตามค่านิยมในห้างสรรพสินค้าซึ่งมีราคาแพง เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายภายในกระเป๋า ประหยัดขึ้นทั้งยังรู้จักสถานที่รับประทาน ที่ประหยัด และอิ่มท้องมากกว่า และเป็นการสอนให้รู้ถึงการจ่ายเงินที่ถูกต้อง และเกิดประโยชน์สูงสุด
สำหรับชุมชนคนที่ค้าขายในตลาดทั่วไป มีหนี้สินเยอะเช่นกัน เนื่องด้วยประมานตนไม่ถูกว่าควรจะทำการค้าขายอย่างไรให้มีความพอเหมาะพอดี เพื่อลดต้นทุน เช่นท่านขายข้าวราดแกง ควรพิจารณาจำนวนและพฤติกรรมของลูกค้า ว่ามีจำนวนและความต้องการมากน้อยต่างกันอย่างไร จะทำข้าวราดแกงปริมาณเท่าไรต่อวัน กี่อย่างต่อวัน รวมถึงวัสดุที่นำมาจัดทำว่าควรใช้ปริมาณเท่าไร ที่ก่อให้เกิดความประหยัด
ลดรายจ่ายเรื่องต้นทุน ลดภาวการณ์ขาดทุนและ (นิสัย) ความจำเป็นในการกูยืนเงินทั้งในระบบและนอกระบบ
การกู้ยืมเงินนอกระบบ ควรมีความยืดหยุ่น ระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย คือ ผู้ให้กู้ และ ผู้กู้ ควรหันหน้าเข้าหากันให้ความร่วมมือต่อกัน โดยเฉพาะผู้กู้ ไม่ควรหลีกเลี่ยง หลบหน้า หากชำระไม่ตามกำหนดระยะเวลา ซึ่งถือเป็นการยั่วโมโหผู้ให้กู้ ควรจะคุยกันมากกว่าถึงเหตุผลความจำเป็น และผู้ให้กู้ก็ควรมีความยืดหยุ่นสำหรับผู้กู้บ้าง
สำหรับผู้ค้าขายนั้น (รวมถึงทุกๆท่าน) ควรใช้วิธีการหากินแบบพอเพียง ค้ากำไรตามสมควรและคำนึงถึงผู้บริโภคด้วย ไม่หวังผลกำไรเกินควร ในปัจจุบันการค้าขายควรรู้จักค้าขายตามกระแสนิยม ตามความเหมาะสมด้วย เช่น ฤดูฝน ขายร่มในปริมาณที่พอดี ไม่ลงทุนจนหมดทีเดียวและไม่ใช้จ่ายเกินความจำเป็นของตนเอง
ทุกคนควรมีความพยายามประหยัดในทุกๆด้าน ทั้งควรสำรวจตัวตนทุกครั้งเพื่อจะได้รู้ว่าตนควรประหยัดเช่นไรนั่นเอง

ผู้บันทึก คุณวสุธา เทพวงศ์ (วีนัส) ผู้เรียบเรียง นพ.โกมล ภัทรฤทธิกุล

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เรื่องราวของป๊ะกั๋นยามแลง เพื่อใช้ในการเผยแพร่

ป๊ะกั๋นยามแลง เป็นเวทีเสวนาของคนลำปาง เริ่มรวมกลุ่มพูดคุยราวเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๐ และจัดให้มีเวทีเสวนาครั้งแรก ในหัวข้อ ร่ำเปิงลำปาง เมื่อเดือนกันยายนในปีเดียวกัน
โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อกระตุ้นการเข้ามามีส่วนร่วมของคนลำปางในประเด็นสาธารณะ และได้จัดทุกเดือนต่อเนื่องกันมาตลอด ในวันเสาร์ที่สามของเดือน หนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม หน้าทิพย์อินน์เกสต์เฮาส์ กาดกองต้า หัวข้อที่จัดเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับตนเองของพวกเราชาวลำปาง เช่น เด็กกับเกม โลกร้อน มลพิษหมอกควัน ก๊ะว่าคำเมืองจะตึ๊กแล้วก๊า? หรือรถโดยสารสาธารณะ ฯลฯ
โดยได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆจาก บริษัทนิยมพานิช ทิพย์อินน์เกสต์เฮาส์ ร้านลำปางภัณฑ์เพ็ญ โรงแรมเอเชียลำปาง สมูทเรดิโอ และ หนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุ ช่วยในเรื่องประชาสัมพันธ์
และอีกหลายคนที่ช่วยกันสนับสนุน ทางเวทีเสวนา ป๊ะกั๋นยามแลง ยินดีที่จะเชิญชวนพวกเราชาวลำปางทุกคน มาช่วยกันทำเวทีให้เป็นที่พูดคุยเรื่องราวของตนเองในเรื่องต่างๆ ยินดีต้อนรับทั้งพลังความคิด พลังกาย และปัจจัยอื่นๆ เพื่อสร้างสรรค์เมืองลำปางของเราให้น่าอยู่ สนใจติดตามใน
http://www.lampangtalk.blogspot.com/

ป๊ะกั๋นยามแลงครั้งที่ ๒๒ เมื่อกระเป๋าฉีก จะทำอย่างไร

ในภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง เจอทั้งหนี้ในระบบ นอกระบบ บัตรเครดิต
คุยกันในเรื่อง เงิน เงิน ทอง ทอง ใน
“ เมื่อกระเป๋าฉีก จะทำอย่างไร ”
ผู้ร่วมนำเสวนา คุณชิงชัย เหมจินดา ตัวแทนหอการค้าจังหวัดลำปาง
หนานชาญ (คุณชาญ อุทธิยะ ) แห่งบ้านสามขา แม่ทะ
คุณพจน์ เพียรจริง ตัวแทนภาคสถาบันการเงิน
คุณนิตยา ช่างสกุล ตัวแทนชาวบ้าน แม่ค้าในตลาด
และคุณสมชาย พงศ์จิระเวโรจน์ ผู้ดำเนินการเสวนา
วันเสาร์ที่สามของเดือน วันที่ ๒๐ มิถุนายน ศกนี้
หนึ่งทุ่มตรง ที่ทิพย์อินน์เกสเฮาส์ กาดกองต้า
นั่งฟรี ฟังฟรี พูดฟรี

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สรุปป๊ะกั๋นยามแลงครั้งที่ ๒๑ การเรียนพิเศษกับการศึกษาเด็กไทย









ยามเย็นหนึ่งทุ่มของวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ หน้าทิพย์อินน์เกสท์เฮาส์ กาดกองต้า
มีผู้ร่วมนำเสวนาดังนี้ อ.นันทกา โกมลเสน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง , อ.เปรมใจ เรือนหล้า ในฐานะอาจารย์ที่เคยสอนพิเศษ และอาจารย์ที่สอนในระบบโรงเรียน และในฐานะผู้ปกครองเด็กนักเรียนที่เรียนพิเศษ, คุณศุภสิน วงค์บุญตัน นักศึกษาแพทย์ที่ผ่านการเรียนพิเศษมาแล้ว น.ส. ปิยาพัชร์ เรือนหล้า เด็กที่กำลังเรียนพิเศษอยู่ คุณปิยะพงษ์ เบี้ยปลูกเป็นผู้ดำเนินการเสวนา
อ.นันทกา เริ่มด้วยการให้คำจำกัดความว่า การเรียนพิเศษ คือการเสริมในสิ่งที่ขาด การเรียนควรจะเป็นการได้เรียนรู้รวมกับความบันเทิง สนุกด้วยได้ความรู้ด้วย เรียนพิเศษที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีเทคนิคในการสอนซึ่งการเรียนในโรงเรียนมีน้อยกว่ากันมาก ทางคุณครูเปรมใจกล่าวว่า ครูในโรงเรียน ในระบบ จะมีภาระอื่นนอกจากการเรียนการสอน เช่น งานพัสดุ งานบรรณารักษ์ งานประชาสัมพันธ์ ทั้งยังต้องทำผลงานเพื่อเลื่อนระดับเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาชีพของตนเอง ซึ้งเป็นภาระที่หนักอึ้งมาก แต่โดยส่วนตัวจะพยายามพัฒนาเทคนิคการสอน เช่นในภาษาอังกฤษ จะเอาเพลงเข้ามาร่วมด้วย หรือให้มีคำคล้องจองเพื่อง่ายต่อการจดจำ และมีคนเสริมว่า เงินเดือนครูไทย หรือข้าราชการไทย น้อยมาก เทียบกับครูเวียตนามไม่ได้เลย คนคุยต่อว่าที่ข้าราชการไทยเงินเดือนน้อย ก็เพราะคอรัปชั่นนั้นแหละทำให้มีเงินมาพัฒนาประเทศชาติน้อย อีกเรื่องความร่วมมือของผู้ปกครองของเราน้อยกว่าในต่างประเทศมาก เชิญมาแค่ปีละครั้ง สองครั้ง มากันไม่มากเลย ในต่างประเทศ ผู้ปกครองนักเรียนมีส่วนร่วมอย่างมากในการเรียนการสอนของเด็กนักเรียน
ทางนักเรียนแพทย์คุณศุภสิน คุยต่อว่าเท่าที่นึกทบทวนพอเข้ามหาวิทยาลัย วิชาที่เรียน หรือที่ได้จากการเรียนพิเศษ นำมาใช้น้อยมากในการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย และคุณค่าของการเรียนพิเศษ ก็เพื่อใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น เพื่อนนักเรียนแพทย์ด้วยกันมีที่ไม่เรียนพิเศษและสอบเข้าแพทย์ได้ แต่มีจำนวนเล็กน้อยราวๆ ๕%
น้องปิยาพัชร์ เด็กนักเรียนชั้น ม. ๕ บอกว่าทุกวันนี้ มีความจำเป็นที่ต้องเรียนพิเศษ เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ตามคณะที่ต้องการ ผู้ปกครอง อ.เปรมใจ ก็เสริมว่าถ้าเรามีเรี่ยวแรงพอที่จะส่งเสริมลูกเราก็ทำเต็มที่ เพื่อให้เดินไปตามที่ลูกปรารถนา และนี้เป็นสิ่งทำให้ลูกของตนหรือเด็กทั่วประเทศเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่กรุงเทพ หรือที่ไหนก็จะได้เรียนเหมือนๆกัน (มีบางคนเสริมว่า เท่าเทียมได้แต่ต้องมีเงิน เด็กส่วนใหญ่ของประเทศนี้ คงไม่สามารถเท่าเทียมด้วยวิธีนี้ได้) ที่ร่วมคุยกันเสวนากัน มีความเห็นตรงกันว่า การที่เด็กเรียนพิเศษ เพื่อที่จะสอบเข้าในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยที่ต้องการเท่านั้น การเรียนพิเศษที่มีอย่างล้นหลามก็มาจากระบบการศึกษาไทยในการเข้าเรียนต่อ
มีผู้เข้าร่วมเสวนา มากันสองแม่ลูก ลูกชาย คุณแม่บอกว่า การเรียนพิเศษทำให้เวลาของครอบครัวที่จะอยู่ร่วมกันหายไป ไม่ว่าจะเป็นตอนเย็น เสาร์อาทิตย์ หรือช่วงปิดเทอม ตนเองมีลูกสองคน คนโตไม่เรียนพิเศษเลย คนเล็กเรียน คนโตมานั่งเสวนาด้วยให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ตนไม่เรียนพิเศษตนเองก็มีความสุขได้ สมัยเรียนหนังสือชั้นมัธยมพอตนกลับมาบ้าน ก็มีหนังสืออื่นที่ไม่ใช่หนังสือเรียนไว้อ่านมากมาย มีกิจกรรมที่น่าทำอย่างอื่นไม่น้อยกว่าการเรียนพิเศษ เช่น กีฬา ดนตรี ศิลปะ และวิชาที่น่าเรียนก็ไม่ใช่มีแต่วิชาในโรงเรียน วิชาชีวิตก็สำคัญ เช่น วิชาทำนา เลี้ยงปลา ตกปลา จักสาน ก็เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้ น่าสนใจ ทุกวันนี้ คนเรียนหนังสือแข่งขันกันมากเกินไป ถีบไหล่ เหยียบหัวคนอื่นขึ้นไปเพื่อให้ตัวเอง สูงขึ้น ก้าวไปข้างหน้า
อ.นันทกา บอกว่า ทุกวันนี้เด็กเรียนพิเศษ เรียนหน้าจอทีวี และตั้งใจเรียนเหลือเกิน เหมือนเด็กดอยเรียนทางไกลจากดาวเทียมไทยคม ถ้าเด็กเรียนในห้องเรียนขมีขมันเหมือนตอนเรียนพิเศษหน้าจอทีวี คงรู้เรื่องและไม่จำเป็นต้องเรียนพิเศษ สมัยตนเองเป็นนักเรียนก็ไม่ได้เรียนพิเศษ เพื่อนๆช่วยกันสอนกันเอง ไม่ชอบเรียนพิเศษ คนสอนพิเศษจะทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ทางผู้ร่วมเสวนาท่านหนึ่งบอกว่า คนเราไม่ต้องแบบเดียวกันหมดก็ได้ เรียนหนังสือ เรียนพิเศษ พยายามสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ พยายามเรียนสูงๆ เพื่อจบมาจะได้มีงานทำ มีเงินเยอะๆ แต่งงานมีครอบครัว แล้วก็วนเหมือนเดิม ยกตัวอย่าง นักเขียน แดนอรัญ ขณะทำงานมีเงินเดือนแพงๆ ก็ลาออกจากงานมาเขียนหนังสือ ต้องไปกวาดตลาดทุกวันพุธ เพื่อที่แม่ค้า จะเอาผัก อาหาร มาให้กินบ้าง เงินไม่ค่อยพอใช้ แต่มีความสุขกับงานที่ทำ ได้เขียนหนังสือ ได้อ่านหนังสือมากมาย หนังสือของแดน อรัญ มีชื่อเสียงในต่างแดน ประเทศฝรั่งเศส ในไทยไม่ได้รับการยอมรับ เคยอยู่ในรอบที่จะได้รางวัลซีไรต์ แต่ถูกปฏิเสธ เพราะเขียนถึงรากถึงโคนเกินไป ตามความเห็นของคณะกรรมการกองประกวดซีไรต์ ตัน ภาสกรนที ( ตัน โออิชิ ) ก็จบมอสาม ก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้
คุณศุภสิน นักเรียนแพทย์ บอกว่า อาจารย์แพทย์กล่าวว่า เด็กไทยที่ทำคะแนนได้ดี คือคนที่เก่งในการทำข้อสอบ แต่ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด ถ้าคนไทยเรียนหนังสือแบบนี้ อีก ๑๐๐ ปีก็ผลิตพัดลมไม่ได้ ได้แต่เลียนแบบเก่งที่สุด สังเกตว่าในระดับมัธยม เด็กไทยเราจะได้เหรียญทองโอลิมปิกมากมาย แต่คนไทยไม่เคยได้รางวัลโนเบลถึงแม้จะเป็นมาตรฐานทางตะวันตกก็ตามทีเถอะ ระหว่างที่เสวนามีคนที่เดินกาดกองต้าเดินผ่านหยุดฟัง จบจากอังกฤษ ทุกวันนี้สอนนักศึกษาระดับโทเฟล บอกระบบการศึกษาไทย กอ ขอ คอ งอ สอนให้จำ ไม่สอนให้คิดเป็น ฝรั่ง แต่ละวิชาจะต้องมีคำถามว่า วิชานี้ จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง เรียนเพื่อนำไปใช้ สามารถประยุกต์ได้ มีคนฝากความเห็นมาว่า คนไทยเวลาเรียนหนังสือในต่างประเทศ เก่งทฤษฎีมาก ไม่มีใครสู้ได้ แต่เวลานำไปใช้ หรือการคิดทั้งระบบ การมองภาพกว้าง เราสู้พวกฝรั่งไม่ได้เลย
อ.นันทกา เรียก childcenter ว่า ควายเซ็นเตอร์ คือ เด็กไม่ได้ถูกฝึกให้คิด มีแต่ให้ทำการบ้าน เด็กจบมหาวิทยาลัยออกมา ไม่มีความอดทน ไม่มีความรู้ ทำงานไม่เป็น เป็นอย่างนี้เกือบทั่วประเทศ ท้ายสุดก็สรุปกันว่า ถึงแม้ระบบการศึกษาไทยเป็นแบบนี้ เราก็จะทำในส่วนที่เราทำได้ ให้เด็กเรียนรู้อย่างคิดเป็น และมีความสุข

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เรียนพิเศษกับการศึกษาของเด็กไทย

วันเสาร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ หนึ่งทุ่มตรง กาดกองต้า
ป๊ะกั๋นยามแลงครั้งที่ ๒๑
ขอเชิญร่วมเวทีเสวนาของคนลำปาง ป๊ะกั๋นยามแลงครั้งที่ ๒๑ ในหัวข้อเรื่อง
เรียนพิเศษกับการศึกษาของเด็กไทย
โดยมีผู้นำเสวนา อ.นันทกา โกมลเสน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง
อ.ทิพย์ปอร พีระเดชมนตรี จากดิวดรอป สถาบันส่งเสริมวิชาการลำปาง
น.ส.ปิยาพัชร์ เรือนหล้า และเพื่อนๆ ตัวแทนเด็กนักเรียน
ผู้ปกครองของเด็กนักเรียน
คุณปิยะพงษ์ เปี้ยปลูก ผู้ดำเนินการเสวนา
ร่วมพูดคุย การเรียนพิเศษที่อยู่คู่กับการศึกษาไทย คุณค่า และความจำเป็น ของการเรียนพิเศษ สำคัญเพียงใดต่อการศึกษาของเด็กไทย
หนี่งทุ่มตรง ที่ทิพย์อินน์เกสต์เฮาส์ กาดกองต้า เสาร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ศกนี้
นั่งฟรี ฟังฟรี พูดฟรี

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552

๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ สรุป..ตามฮีตโตยฮอย ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง








ป๊ะกั๋นยามแลงครั้งที่ซาว...เราสัญจรไปร่วมงานกับเทศบาลนครลำปาง...สลุงหลวง กลองใหญ่ ปี๋ใหม่เมือง นครลำปาง
ผู้เข้าร่วมเสวนา อ.ประดิษฐ์ สรรพช่าง อดีต ผอ.สำนักศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง,อ.อัมพร เทพปินตา รองประธานสภาวัฒนธรรม จ.ลำปาง และดำเนินรายการเสวนาโดย อ.จริยา วิไลวรรณ อ.ภาควิชาจิตวิทยา สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตลำปาง
“ตามฮีต โตยฮอย ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง” ผู้เข้าร่วม นั่งฟรี ฟังฟรี พูดฟรี มีทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้สูงวัย และคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่

เวทีเสวนา ได้รื้อฟื้นความทรงจำในประเพณีปี๋ใหม่เมือง ที่ปฏิบัติมาแต่โบราณกาล ทั้งเรื่องวัฒนธรรมและกิจกรรมต่างๆ การตำหัว การทำอาหาร ทำบุญ การถวายไม้ค้ำศรี...ที่วันนี้เปลี่ยนแปลงไป และสิ่งที่ควรเปลี่ยนไป
เช่นการดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ เป็นการขอสูมาลาโทษ ที่ผู้อ่อนอาวุโส(ลูกหลาน)ได้เคยล่วงเกิน ทั้งโดยตั้งใจ ไม่ตั้งใจ
แต่เดิม การดำหัว จะมีการตระเตรียมน้ำอบหอมผสมดอกขมิ้น ส้มป่อย ข้าวตอกดอกไม้ ขอพรผู้สูงอายุ เสร็จแล้วผู้สูงอายุจะอวยพรและวักน้ำอบน้ำหอมลูบศีรษะและพรมให้กับผู้น้อย...แต่ปัจจุบัน การดำหัว เป็น ผู้น้อย ตักน้ำอบหอมรดมือให้ผู้หลักผู้ใหญ่ ไปเสียแล้ว
อีกเรื่อง การทำไม้คำศรีถวายวัด..นำไปค้ำต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นสัญลักษณ์ ว่า เป็นการค้ำเพื่อดำรงพระพุทธศาสนา ที่เคยถวายกันบ้านละต้น แห่แหนกันไปวัด ปีละครั้งในวันพญาวัน แต่เดิมนั้น เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรม และ ในขณะเดียวกัน เป็นการทำลายธรรมชาติ ทำลายต้นไม้ไปด้วยในตัว...ผู้เสวนา อ.อัมพร เทพปินตา เสนอแนวคิดว่า เป็นไป
ได้ไหมว่า
ไม้ค้ำศรีเดิม ที่เคยถวายวัด บูชาคืนแล้วกลับมาใช้ใหม่ในปีต่อไป หรือรวมกันทำ หมู่บ้านหนึ่งเพียง 2- 3 ต้นก็พอแล้ว


มีความเห็นจากผู้ร่วมฟังการเสวนามากมาย ทั้ง ผู้อาวุโส และคนรุ่นใหม่ ต่างให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์ เช่นการแต่งกาย และกิจกรรมต่างๆ ผู้หลักผู้ใหญ่ คือผู้ที่จะถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้กับลูกหลาน เพื่ออนุรักษ์ประเพณีปี๋ใหม่เมืองอันดีงามสืบต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2552

สรุปป๊ะกั๋นยามแลงครั้งที่ ๑๙




















สรุปป๊ะกั๋นยามแลงครั้งที่ ๑๙
มลพิษหมอกควันกำลังทำร้ายคนลำปาง เราจะหยุดมันได้อย่างไร
ย่ำค่ำของวันที่เสาร์ที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๒ หน้าทิพย์อินน์เกสต์เฮาส์ กาดกองต้า ผู้นำเสวนาทยอยกันมา คุณสุพีระ ลัดดาชยาพร หัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังและควบคุมมลพิษ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ ๒ ลำปาง คุณยุพา จวงพลงาม พยาบาลอาชีวอนามัย โรงพยาบาลลำปาง คุณสุรพล ตันสุวรรณ รองนายกเทศมนตรีนครลำปาง ตามมา ส่วนคุณชัยวัฒน์ ทาปลูก ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการควบคุมไฟป่าภาคเหนือ ตามมาทีหลัง เพราะหาที่เสวนาไม่เจอ แต่พอมาถึง ก็ร่วมกันเสวนาอย่างเข้มข้น นพ.โกมล ภัทรฤทธิกุล ผู้ดำเนินการเสวนา และมี อ.วันชาติ นภาศรี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยโยนก ผู้ทำวิจัยเรื่อง แนวทางการบริหารจัดการเครือข่ายลดมลภาวะทางอากาศกรณีศึกษา : พื้นที่อำเภองาว จังหวัดลำปาง และคุณบริบูรณ์ วชิรานุภาพ ประธานชุมชนจามเทวี เทศบาลนครลำปาง


เริ่มจาก คุณสุพีระ เล่าถึงสถานการณ์หมอกควันพิษ บอกเฝ้าระวังหมอกควันมาหลายปี มีจุดวัดหมอกควัน ๓ จุด จุดหนึ่งแถวศาลหลักเมือง จุดสอง อยู่ตรงสถานีอนามัยสบป๊าด อ.แม่เมาะ จุดสาม ตรงแถวประปาท่าสี อ.เมือง ปัญหาหมอกควันเกินค่ามาตรฐาน ๑๒๐ ไมโครกรัมต่อลบ.ม. มา ๒ -๓ ปี โดยวัดตลอด ๒๔ ชั่วโมง บางช่วง มีค่าสูงถึง ๕๐๐ ไมโครกรัมต่อลบ.ม. ค่าเฉลี่ยต่อวัน มีบางวันสูงเกือบ ๓๐๐ ไมโครกรัมต่อลบ.ม. ส่วนใหญ่จะสูงตอนกลางคืน ตี ๑ ตี ๒ ปัญหาของมลพิษหมอกควัน ส่วนหนึ่งเกิดจากลักษณะของภูมิประเทศของลำปางเป็นแอ่งกระทะ และช่วงเดือนนี้ เป็นช่วงที่มีความกดอากาศสูง


ปัญหามลพิษหมอกควัน สาเหตุเกิดจากคนทั้งหมด ที่จุดไฟเผาก่อให้เกิดหมอกควัน เผาไร่ เพื่อเตรียมปลูกข้าวโพด ปลูกอ้อย หรือทำไร่อย่างอื่น และ การเผาขยะ เศษใบไม้ กิ่งไม้ ต้องหาทางออกให้ชาวไร่ไม่ต้องเผาป่า เพื่อเตรียมในการ ปลูกไร่ ส่วนเรื่องการกำจัด ใบไม้ กิ่งไม้ ควรจะขุดหลุม หมักทำปุ๋ย หรือปล่อยให้ย่อยสลายตามธรรมชาติ ถ้าชาวบ้านไม่สามารกำจัดเองได้ เทศบาล หรือ อบต.ต้องมีหน้าที่จัดเก็บ ไม่เผา เอาไปรวมกันทิ้งเพื่อให้ย่อยเอง หรือไปทำปุ๋ยก็ได้ เทศบาลนครลำปาง ชุมชนม่อนกระทิง กับ ชุมชนป่าขาม๒ มีเครื่องบดใบไม้เพื่อไปใช้ประโยชน์ต่อไป เครื่องนี้ควรได้ซื้อให้ครบทุกชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านเผาขยะ


คุณสุรพล เล่าถึงสาเหตุต่างๆของหมอกควัน คุณยุพา กล่าวถึงเวลาที่มีมลพิษหมอกควัน ควรจะป้องกันตนเองอย่างไร อ.วันชาติ เล่าถึง การแก้ไขปัญหาหมอกควันโดยใช้ไตรภาคี ชุมชน ชาวบ้าน เป็นตัวหลัก ร่วมกันในการแก้ปัญหา หน่วยงานของรัฐอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่ต้องเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา ควรจะถือว่าเป็น วาระของจังหวัด แก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะปัญหามลพิษหมอกควัน มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี พวกเราทุกคนต้องร่วมมือ ร่วมแรงกันแก้ปัญหา ต่อไปปีหน้าปัญหาเรื่องหมอกควันจะได้เบาบางลง หน่วยงานราชการก็ต้องใส่ใจในเรื่องการเผาหญ้า แขวงการทาง หรือ การตัดหญ้าบริเวณเสาโทรคมนาคม
สุดท้ายการร่วมมือ ของทุกฝ่าย ราชการ ท้องที่ ท้องถิ่น จัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ จะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ที่จะไม่ทำให้มลพิษหมอกควันทำร้ายคนลำปางอีกต่อไป